วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The need for aligning technology with business

ความจำเป็นของการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ

การดำเนินกิจการต่างๆในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมีขนาดองค์กรที่เล็กหรือใหญ่ ต่างล้วนมีความต้องการให้ธุรกิจของตนมีกำไร เพื่อให้สามารถแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆที่อยู่ในโลกใบเดียวกันได้อย่างยั่งยืน บางธุรกิจมีความโดดเด่นในเรื่องของ Cost leadership บางธุรกิจมีความแตกต่างของตัวสินค้าที่ไม่เหมือนใคร (differentiation) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลยุทธ์ของแต่ละองค์กร ที่จะจัดการเพื่อให้เกิด Competitive Advantage ของธุรกิจของตน แต่การจะทำให้ธุรกิจหนึ่งๆ ก้าวไปเหนือคู่แข่งนั้นสิ่งสำคัญที่หนีไม่พ้นคือ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือเหมาะสมกับธุรกิจมาใช้เพื่อให้กระบวนการทำงานต่างๆภายในองค์กรดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้เวลาทำงานที่ลดลง, ลดปริมาณของเสีย, ลดการใช้แรงงานคน หรือเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตสินค้า/บริการ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งในกระแสโลกาภิวัติของโลกในทุกวันนี้ ที่ทุกธุรกิจจำเป็นที่ต้องรู้จักกับคำว่า “เทคโนโลยี” ในขณะที่ธุรกิจต้องพยายามพัฒนาองค์กรให้ทันตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเชื่อมโยงเทคโนโลยีให้ข้ากับธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

“คำว่าเทคโนโลยี หมายถึง องค์ความรู้ที่สามารถนำมาพัฒนาปรับประยุกต์ แล้วนำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ส่งผลทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ซึ่งมีทั้งที่เป็นแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้”
Dr. Nathasit Gedsri

เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ยาวนานต่อไปในอนาคต ดังนั้นจำเป็นที่ธุรกิจต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีให้เป็นหัวใจหลักของการดำเนินงานทุกๆอย่างในองค์กร ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องมี แต่เทคโนโลยียังมีความสัมพันธ์กับ Social, Ecological, Economic และ Political &Ethic อีกด้วย ทั้งนี้เมื่อพิจรณาโจทย์คำถามที่ว่า “อธิบายความจำเป็นของการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ” สามารถอธิบายได้ 2 มุมมอง โดยมุมมองแรกจะเป็นการเชื่อมโยงเทคเข้ากับ Value Chain ของธุรกิจ และมุมมองที่ 2 เป็นการเชื่อมโยง เข้ากับธุรกิจโดยใช้ Technology Roadmaps โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ความจำเป็นของการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ ในมุมมองของ Value Chain

หากพิจารณาจากห่วงโซ่แห่งคุณค่า หรือ Value Chain ที่ประกอบไปด้วยกระบวนการต่างๆ ภายในธุรกิจ ตั้งแต่การรับสินค้า จัดเก็บ ไปจนถึงการส่งสินค้าออกไปสู่ลูกค้า ในทุกๆกระบวนการทำงานจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี เพื่อช่วยในการจัดการแทบทุกขั้นตอน โดยอาจมีความแตกต่างกันในรูปแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้ในแต่ละประเภทธุรกิจ ทั้งนี้ตัวอย่างด้านล่างจะเป็นฟังก์ชั่นของ Value Chain ที่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมประเภทการพิมพ์โดยอธิบายว่ามีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในส่วนใด

ความจำเป็นของการเชื่อมโยงเทคโนโลยี เข้ากับธุรกิจ ในมุมมองของ Technology Roadmapsในการดำเนินกิจการที่ดีเพื่อให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน นั้นธุรกิจจำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ และเส้นทางเดินของตนเอง เพื่อให้เกิดภาพของแผนการดำเนินงานที่จับต้องได้ในระยะยาว หรือที่เรียกว่าการทำ Technology Roadmaps (TRM)

คำว่า Roadmaps หมายถึง “A roadmap is an extended look at the future of chosen field of inquiry composed from the collective knowledge and imagination of the brightest drivers of the change” หรือเป็นขบวนการวิเคราะห์ รวบรวมปัจจัยต่างๆ แล้ววิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อธุรกิจนั่นเอง
Robert Galvin

ส่วนคำว่า Technology Roadmaps (TRM) หรือ การทำแผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีขององค์กร หมายถึง “กระบวนการที่ใช้วิเคราะห์ความเชื่อมโยง Business Strategy และ Technology Strategy เข้าไว้ด้วยกัน”
Dr. Nathasit Gedsri

โดยประโยชน์ของการทำ TRM จะเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง Business Strategy เข้ากับ Technology Strategy และรวมถึงการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานของธุรกิจในแต่ละแผนก ในขณะเดียวกันการทำ TRM จะเพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กร ที่ให้ความสนใจในการนำแผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยี (TRM) เข้ามาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงของธุรกิจ ดังต่อไปนี้
1. Linking strategy to product plans and technology plans
2. Focusing on planning with priority setting
3. Enabling corporate/national-level technology plans
4. Increasing the potential for technology re-use
5. Leveraging the company’s existing technological strengths
6. Visualizing all concurrent programs
7. Reducing duplicate efforts
8. Aligning the appropriate resources with the business objective and strategic priorities
9. Improving communication and ownership of plans

ทั้งนี้การทำ TRM ที่เป็นการเขียนขั้นตอนในการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับธุรกิจในช่วงเวลาต่างๆ ถือเป็นความท้าทายต่อการเตรียมและจัดองค์กร รวมทั้งพัฒนาบุคลากรเพื่อรับมือกับแผนที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยสิ่งสำคัญจะอยู่ที่เทคโนโลยีในด้านใดบ้างที่จะผูกโยงไปกับกลยุทธ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีไปตอบสนองต่อประเด็น หรือกลยุทธ์ เช่น
– การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนายาใหม่ เพื่อต่อสู้กับโรคติดต่อใหม่ การพัฒนายาใหม่นั้นต้องการความรู้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารสนเทศชีวภาพ (bioinformatics) ระบบฐานข้อมูลโมเลกุล (molecular database) แบบจำลองคอมพิวเตอร์ (computer modeling) การทำเหมืองข้อมูล (data mining) รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง (high performance computing) เพื่อช่วยในการคำนวณ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเข้าใจถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่ต้องจัดเตรียมเพื่อการพัฒนายาตัวใหม่ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบความสามารถของแผนกต่างๆในองค์กร และเขียนเป็นขั้นตอนในการดำเนินงาน เพื่อให้แต่ละแผนกทราบถึงสิ่งที่ตนเองจะต้องจัดทำ เพื่อให้บรรลุจุดมุมหมายเดียวกันคือการพัฒนายาใหม่ขององค์กร

จากการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจในมุมมองของ Value Chain และ Technology Roadmaps ตามที่ได้กล่าวมา อาจมีการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆเช่น การเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับลูกค้า (CRM), การเชื่อมโยงเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี และ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็มีการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับคนตาบอด เป็นต้น

ข้อดี-ข้อเสีย ของการที่องค์กรสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ

ข้อดีของการที่องค์กรสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ

หากธุรกิจสามารถเชื่อมโยงกระบวนการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีได้นั้นจะส่งผลให้เกิดข้อดีต่อธุรกิจ ที่จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและเข้าใจความต้องการของ “ตลาด” ในอนาคตได้ดีขึ้น และตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการเป็นผู้นำตลาดหรือผู้ตามที่ชาญฉลาด การขยายขอบเขตธุรกิจ และการสร้างตลาดใหม่ เพื่อนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยตัวอย่างของบริษัทที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จ ได้แก่
- 3M ที่เน้นให้พนักงานในองค์กรเสนอความคิดเห็นต่างเพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
- Muji ที่เลือกใช้การทำ Collaboration เพื่อให้เกิด Innovation ผสมผสานกับเทคโนโยลีที่ทาง Muji มี ทำให้เกิดการพัฒนาของการทำ R&D ในรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
- iPod ของ Apple ผลผลิตจากการร่วมกันสร้างสรรค์ระหว่างวิศวกร 35 คนจากหลากหลายองค์กร เช่น Philips, IDEC, General Magic, Apple, Connextix และ WebTV ในการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหุ้นส่วนทางธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการตัดสินใจและความโปร่งใสในกระบวนการพัฒนา ส่งผลให้สามารถดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ iPod ได้ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน และสามารถสร้างรูปแบบใหม่ของไฟล์เพลงดิจิตอล ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับเครื่องเล่นเพลง ทำให้สร้างความแตกต่างจากเครื่องเล่นเพลงดิจดตอลทั่วไป ปัจจุบัน iPod สามารถขายได้มากกว่า 10 ล้านเครื่องและสร้างรายได้ให้แก่ Apple จำนวนมหาศาล
ข้อเสียของการที่องค์กรไม่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ
ถ้าธุรกิจทำการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจได้ไม่ดี หรือไม่ประสบความสำเร็จ อาจเกิดจากความไม่ร่วมมือกันในแผนกต่างๆ และขาดการสนับสนุนจากผู้นำหรือผู้บริหาร หรือบุคลากรในองค์กรมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง, การขาดความรู้ความชำนาญของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในองค์กร, การขาดการสื่อสาร และการฝึกอบรมเพื่อให้บุคลากรในองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีไปให้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ ก็จะส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการเข้าใจตลาด และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้เร็ว ส่งผลถึงโอกาสในการแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆที่น้อยลงด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับธุรกิจนั้น จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องกระบวนการในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจด้วย หรือที่เรียกว่า Technology Management Process โดยมีขั้นตอนดังนี้
• Technology Strategy Development เป็นการกำหนด Vision และ Mission รวมถึงเป้าหมายของบริษัทให้ชัดเจน
• Technology Needs Assessment ต้องมีการศึกษาทั้ง Internal และ External เพื่อทำการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับองค์กร
• Technology Gap Analysis เป็นการดูทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กร และดูว่ายังขาดทรัพยากรใดอยู่บ้าง เพื่อนำมาปรับใช้กับเทคโนโลยีใหม่
• Technology Availability Assessment เพื่อดูว่าในตลาดมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง และมีเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับองค์กรบ้าง
• Technology Evaluation and Selection เป็นการประเมิณดูว่าเทคโนโลยีที่เลือกมานั้น สอดคล้องกับองค์กรหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
• Technology Acquisition เป็นการตัดสินใจว่าจะนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้อย่างไร เช่นซื้อมา หรือทำ Partnership เป็นต้น
• Technology Adaptation เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีให้เข้ากับองค์กรของเรา หรือเชื่อมโยงองค์กรให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่
• Technology Implementation เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กร และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
• Technology Improvement ถึงแม้จะได้เทคโนโลยีใหม่มาใช้ในองค์กรแล้ว ก็ยังต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย
• Technology Imitation โดยปกติแล้วการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ จะต้องมีการลงทุนกับ R&D เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นการยากสำหรับบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรมากนัก การเป็น Technology Imitation จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะต้องทำให้ได้ในเวลาอันสั้น และนำเทคโนโลยีนั้นออกสู่ตลาดก่อนที่ผู้นำเทคโนโลยีจะสามารถคืนทุนในส่วนของ R&D ที่ลงทุนไปได้
• Technology Innovation การทำ Imitation อาจทำให้เราสามารถสู้กับองค์กรที่เป็นผู้นำได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ยั่งยืนได้ในระยะยาว องค์กรจะต้องมีการพัฒนา R&D ของตนเองเพื่อเปลี่ยนจาก Imitation เป็น Innovation
ความเชื่อมโยงของโครงสร้างขององค์กร, ข้อมูล, เทคโนโลยี, สินค้าและบริการ เข้ากับธุรกิจนอกจากที่ธุรกิจสามารถพิจารณาทำการเชื่อมโยงเทคโนโลยีให้เข้ากับธุรกิจแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบอื่นๆภายในธุรกิจให้เกิดความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์มากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจากภาพรูปบ้าน ที่ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบหลักของธุรกิจ อันได้แก่
1) โครงสร้างขององค์กร (Organization) เพื่อแสดงลักษณะของตำแหน่งงาน, บุคคลที่อยู่ในในองค์กร เช่น ในกระบวนการผลิตสินค้า จำเป็นที่ต้องมีผู้รับผิดชอบในกระบวนการผลิต, หรือขั้นตอนการทำ Inbound Logistics แผนกหรือบุคคลใดที่รับผิดชอบในส่วนของการรับสินค้า หรือตรวจสอบสินค้า
2) ข้อมูล (Data) ที่เป็นรายละเอียดข้อมูลของลูกค้า, สูตรการผลิต หรือเอกสารต่างๆ
3) เทคโนโลยี (Technology) ที่เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ที่สายการผลิตมีการนำโปรแกรมใดมาช่วยในการบันทึกข้อมูลการผลิต หรือ เทคโนโลยีใดที่จะสามารช่วยให้กระบวนการผลิตทำได้รวดเร็วขึ้น อาจเป็นเทคโนโลยีสายพานลำเลียง, เทคโนโลยีเครื่องฉีกพ่นสี เป็นต้น
4) สินค้าและบริการ (Product/Service) ที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินการภายในองค์กร และส่งไปสู่มือลูกค้า
5) กระบวนการทำงานในธุรกิจ (Business Process) ที่เป็น Business Model ของธุรกิจ และขั้นตอนการทำงานต่างๆภายในองค์กร
โดย องค์ประกอบ 4 ส่วนแรก Organization, Data, Technology และ Product/Service เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้กระบวนการทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้องค์กรทราบว่าฟังก์ชั่นการทำงานนั้นๆ มีใครเป็นคนดูแล, ใช้ข้อมูลอะไรในการทำงาน, มีเทคโนโลยีใดที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และเกิด out put อะไรจากฟังก์ชั่นงานนั้นๆ ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆในธุรกิจ และทำให้กระบวนการทำงานภายในธุรกิจเกิดความเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์

Discuss the differences on strategic focuses between radical and incremental innovation?

Executive Summary

นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง ความคิด การกระทํา หรือวัตถุใหม่ๆ ซึ่งถูกรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ นวัตกรรมอาจหมายถึงสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยทํามาก่อนเลย หรือสิ่งใหม่ที่เคยทํามาแล้วในอดีตแต่ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ หรือสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจากของเก่าที่มีอยู่เดิม โดยสามารถจำแนกประเภทของนวัตกรรมเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ Radical Innovation และ Incremental innovation นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง (Radical Innovation) หรือเรียกได้อีกอย่างว่านวัตกรรมแบบไม่ต่อเนื่อง (Discontinuous Innovation) หมายถึง ขบวนการเสนอสิ่งใหม่ที่ใหม่อย่างแท้จริงสู่สังคม โดยการเปลี่ยนแปลงค่านิยม (value) ความเชื่อเดิม (belief) ตลอดจนระบบคุณค่า (value system) ของสังคมอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่นอินเตอร์-เน็ท (Internet) ซึ่งเป็นนวัตกรรมหนึ่งในยุคโลกข้อมูลข่าวสาร การนำเสนอระบบอินเตอร์เน็ท ทำให้ค่านิยมและระบบคุณค่าของข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไป ส่วนนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (Incremental innovation) เป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมจากรูปแบบเดิมของผลิตภัณฑ์และกระบวนการไปสู่รูปแบบใหม่อย่างเป็นลำดับขั้น เช่น การเพิ่มความจุของหน่วยความจำใน USB Disk ที่มากขึ้นและเล็กลงเรื่อย ๆ

ในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือ Innovation ขององค์กร ถ้าเปรียบเทียบถึงความเสี่ยงจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนานวัตกรรมแบบ Radical จะมีความเสี่ยงมากกว่า Incremental อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้ย่อมมากกว่าเช่นกัน ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ นำไปซึ่งการพัฒนางค์กรและธุรกิจอย่างแท้จริง

ความหมายของนวัตกรรม (Innovation) Everette M. Rogers (1983) ได้ให้ความหมายของคําว่า นวัตกรรม (Innovation) ว่า นวัตกรรมคือ ความคิด การกระทํา หรือวัตถุใหม่ๆ ซึ่งถูกรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวบุคคลแต่ละคนหรือหน่วยอื่นๆ ของการยอมรับในสังคม (Innovation is a new idea, practice or object, that is perceived as new by the individual or other unit of adoption)
ดังนั้น นวัตกรรมอาจหมายถึงสิ่งใหม่ๆ ดังต่อไปนี้
1. สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยทํามาก่อนเลย
2. สิ่งใหม่ที่เคยทํามาแล้วในอดีตแต่ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
3. สิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจากของเก่าที่มีอยู่เดิม

นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง (Radical Innovation) หรือเรียกได้อีกอย่างว่านวัตกรรมแบบไม่ต่อเนื่อง (Discontinuous Innovation) หมายถึง ขบวนการเสนอสิ่งใหม่ที่ใหม่อย่างแท้จริงสู่สังคม โดยการเปลี่ยนแปลงค่านิยม (value) ความเชื่อเดิม (belief) ตลอดจนระบบคุณค่า (value system) ของสังคม อย่างสิ้นเชิง เป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมจากรูปแบบเดิมของผลิตภัณฑ์และกระบวนการไปสู่รูปแบบใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างจากวิธีการเดิมอย่างสิ้นเชิงและเปลี่ยนแปลงไปตามการค้นพบ ซึ่งอาจจะไม่มีความต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดก็ได้ การพัฒนาในรูปแบบนี้จะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากการผลิต การทำ R&D การตลาด ความใหม่ของเทคโนโลยี โดยต้องใช้เวลาและการลงทุน เช่น การเปลี่ยนแปลงจาก Floppy Disk มาเป็น USB Disk (กมลภัทร บุญค้ำ, 2543) นอกจากนี้ นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง (Radical Innovation) ยังได้รับการให้นิยามโดยผู้เชี่ยวชาญว่าหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมาก อีกทั้งยังเพิ่มสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ขึ้นนับสิบเท่าหรือไม่ก็เพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ ให้กับความสามารถของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ภายใต้คำนิยามดังกล่าวนี้เห็นได้ชัดเจนว่านวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนไม่สามารถได้มาง่ายๆ ตัวอย่างเช่นอินเตอร์-เน็ท (Internet) จัดว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งในยุคโลกข้อมูลข่าวสาร การนำเสนอระบบอินเตอร์เน็ท ทำให้ค่านิยมเดิมที่เชื่อว่า โลกข้อมูลข่าวสารจำกัดอยู่ในวงเฉพาะทั้งในด้านเวลาและสถานที่นั้นเปลี่ยนไป อินเตอร์เน็ทเปิดโอกาสให้ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลอย่างไร้ขีดจำกัดทั้งในด้านของเวลาและระยะทาง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ทำให้ระบบคุณค่าของข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงไป

นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (Incremental innovation) หมายถึง รูปแบบของการแข่งขันที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการปรับปรุงสินค้าหรือบริการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น โดยอาศัยความรู้ทางเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลัก (Core components) เป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมจากรูปแบบเดิมของผลิตภัณฑ์และกระบวนการไปสู่รูปแบบใหม่อย่างเป็นลำดับขั้น หรือเปลี่ยนแปลงไปเพียงบางส่วนโดยมีการพัฒนามาจากรูปแบบเดิมของผลิตภัณฑ์ๆ เช่น การเพิ่มความจุของหน่วยความจำใน USB Disk ที่มากขึ้นและเล็กลงเรื่อย ๆ

ตัวอย่างของ นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง (Radical Innovation)
3G เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดียและส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูง เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย เนื่องจากเป็นการพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีขีดความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่มิใช่เสียงพูด (Non-voice) สูงมากขึ้น เทคโนโลยี 3G มีการพัฒนาช่องสัญญาณความถี่และความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าเดิม รวมทั้งมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่หลากหลายทั้งในด้าน Software Content และ Application ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
วิวัฒนาการของเทคโนโลยี 3G เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาอุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ทั้งในด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมาย และความพร้อมของตลาด ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันพัฒนาตลาดไปในทิศทางที่สมเหตุสมผลทั้งสำหรับผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ดังนี้

ผู้ให้บริการ (Operator) ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างของเครือข่าย
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายสัญญาณวิทยุมากขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายโดยรวม
- การลงทุนติดตั้งสถานีฐานขึ้นใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยี 3G
- การลงทุนกับ Software Upgrade เครือข่ายและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณวิทยุ
- การลงทุนกับเครื่องโทรศัพท์ โดยมีการพัฒนาในส่วนของ Battery, หน่วยความจำ

ผู้ใช้บริการ (End User)
- การลงทุนซื้อเครื่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับเทคโนโลยีของ 3G

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การพัฒนาเทคโนโลยีของ 3G มีการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ ทั้งทางด้านการลงทุนในการสร้างเครือข่าย การพัฒนา Software ควบคุมทั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณและรับสัญญาณ เป็นการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และกระบวนการจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่อย่างสิ้นเชิง ในด้านของผู้ใช้เองก็ยังต้องเปลี่ยนตัวโทรศัพท์มือถือเป็นรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ ซึ่งเป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่สัมพันธ์กับรูปแบบของ นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง หรือ Radical Innovation

ตัวอย่างของ นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (Incremental innovation)

นวัตกรรม (Innovation) ส่วนมากจะเป็นแบบ Incremental คือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยโดยเป็นการปรับปรุงระบบหรือกระบวนการทำงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น วินโดวส์ 98 ไป วินโดวส์ 2000 เป็นต้น จากการศึกษาของ Hollander’s famous study of Du Pont rayon plants พบว่าการเปลี่ยนแปลงแบบ incremental จะก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วฉับพลัน การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็น Platform หรือ Robust เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนานวัตกรรมแบบ Incremental เกิดผลดีต่อองค์กรได้ เพราะหากได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น platform หรือเป็น family แล้ว การคิดค้นนวัตกรรมทีละเล็กทีละน้อยจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่อยู่ใน family นั้น ซึ่งเป็นการยืดระยะเวลาของช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น การออกแบบ Robust design ของ Boeing airlines หรือไมโครโพรเซสเซอร์ของคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ชัดเจน เช่น Intel มี 286, 386, 486, Pentium, Celeron, Centrino, Duo core เป็นต้น ชัดเจนมากที่สุดคือ Pentium 1-4 และ AMD เช่น Athlon และ Duron เป็นต้น ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Walkman ที่เป็นวิทยุขนาดพกพา เริ่มพัฒนามาจากระบบวิทยุและเทป และได้พัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็น minidisk, CD, DVD และเครื่องเล่น MP3 ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีการพัฒนากระบวนการทำงานของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลาจากความคิดที่เป็น Platform ต้นแบบ

นอกจากนี้ยังมีการนำ Incremental Innovation มาใช้กับ culture ขององค์กร ตังอย่างเช่นบริษัทเครือซีเมนต์ไทย มีการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ปัจจุบัน ดัดแปลง หรือปรับปรุงโพรเซสให้ดีขึ้น ถ้าในแง่วัฒนธรรมองค์กร มี 4 เรื่องที่บริษัทเครือซีเมนต์ไทยพยายามสร้าง คือ Think Out of the Box (การคิดนอกกรอบให้ได้) Open-minded (การเปิดใจ รับฟังคนอื่น ให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา) Risk Taker (ความกล้าตัดสินใจ กล้าลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้) และ Personal Mastery (นิสัยหมั่นค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตนเอง) นอกจากนี้ เทคโนโลยีอินทราเน็ตถูกนำมาใช้ในการสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยมีทีมรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับ Innovation รวบรวม Best Practice ขององค์กรต่างๆ รวมทั้งหนังสือดีๆ ก็ถูกจัดเป็น Book Briefing ไว้ในเว็บไซด์ เป็น e-learning สำหรับพนักงานทุกคน นอกเหนือจากการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้าน Innovation มาบรรยายอย่างต่อเนื่อง และมีการจัด Communication Package ใช้สื่อภายในองค์กรแบบดั้งเดิม ทำหนังสือพิมพ์ขนาดแท็บลอยด์ “Inno News” ส่งถึงพนักงานทุกคน

ในการสร้าง Innovation Culture ของเครือซิเมนต์ไทย เริ่มมาจาก Incremental innovation ซึ่งอยู่ในระดับกลาง เกิดจากการต่อยอดความคิดสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่ากว่าเดิม ซึ่งวิธีการที่นำมาใช้เป็นรูปแบบในการเรียนรู้ คือ ทำ E-Learning, Training มีการจัดค่ายให้กับนักศึกษาเพื่อทำการคัดเลือกบุคลากร เป็นต้น ส่วนในเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรม มีการตั้งเงินรางวัลที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทางเครือเครือซิเมนต์ไทยได้นำหลักการและทฤษฎีต่างๆ มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์กิจกรรมนำร่องและสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิดการคิดสร้างสรรค์จนเกิดนวัตกรรม ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจจนถึงในปัจจุบันและยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สรุป
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมต่างๆ มุ่งที่จะเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของตนให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้ครอบคลุมตลาดแบบ Global ในการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภค ความไม่แน่นอนในแนวโน้ม (trend) ของ segment และตลาด แม้ว่าการพัฒนานวัตกรรมแบบ Incremental เป็นการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงมีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังพัฒนานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และจะมีผลกระทบกับสินค้าหรือบริการเดิมหรือไม่ นั่นคือความเสี่ยง แต่เมื่อหันมาพิจารณาหากเราต้องการที่จะพัฒนานวัตกรรมให้เป็นแบบ Radical แน่นอนว่ายิ่งจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราก็ยังไม่รู้ว่าจะพัฒนาอะไรและจะมีผลกระทบ อย่างไรก็ตามการบริหารธุรกิจเทคโนโลยีมีคำกล่าวว่า “เสี่ยงมาก ผลตอบแทนมาก” Hi Risk Hi return เพราะการที่หากมีนวัตกรรมที่เป็น Radical Innovation เกิดขึ้นจะสามารถครอบครองตลาดพร้อมทั้งดึงลูกค้าในตลาดเดิมมายังตลาดใหม่ได้ทั้งหมด เพราะหากมีทางเลือกสินค้าทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า (Substitution Goods) อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่ใช้กล้องแบบฟิล์มไปใช้กล้องดิจิตอลทั่วโลก แน่นอนหากผู้นำตลาดกล้องฟิล์มไม่สามารถปรับตัวไปผลิต Radical อย่างกล้องดิจิตอลได้ เขาก็ไม่สามารถอยู่ในอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปได้อีกต่อไป ผู้ที่เลือกจะพัฒนา Radical อย่างกล้องดิจิตอลนอกจากเป็นผู้นำแล้วยังอาจครองตลาดได้ระยะยาวอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Yahoo Search Engine

เอาหล่ะครับในที่สุดยักใหญ่อย่าง Yahoo ที่หยุดนิ่งอยู่นานเรื่องของ Search Engine คราวนี้กลยุทธ์ที่ให้ $30 เหรียญกับผู้สัมคร จะทำให้ Google กลัวได้หรือไม่ต้องติดตามครับ


วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Other Web


Realestock.com - Browse Luxury Real Estate








Let the right college find you!




วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ทำเงิน ทำงาน กับวิธีหาเงิน

คือ แบบว่า ทุกคนคงเคยได้ยินการทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ตใช่ ปะ แต่ส่วนมาก 90%อะ มักจะหลอก หรือไม่ก็ไม่คุ้มค่าเหนื่อย แต่วันนี้ เรามีนวตกรรมใหม่ มานำเสนอ แอ่น แอน แอ๊น เพราะว่าตอนนี้ผมมีรายได้เข้ามาถึง 12,000 บาทแร้ว ด้วยเวลาในการทำเพียงสองเดือน ดังนี้ ใครต้องการ ลองดู ก็มานี่เลย เสียเวลาไม่กี่นาที ลองดู แล้วจะชอบ ลองอ่านดูนะ อาจจะเหมือนมันหลอกนะ แต่แบบว่า ได้เงินจริงมาแล้ว เลยบอกต่อจ้า เสียเวลานิดหน่อย แต่ค่าตอบแทนคุ้มมากไม่ขอบอกตัวเลข แต่บอกได้ว่า เลขมันมีห้าหลักนะจ๊ะ อิอิ เวปทำเงินของดูไบ สมัครฟรี รับเงินทันทีที่สมัคร ลองสมัครดูไม่เสียหายอะไร แถมได้ตังค์ใช้ฟรีๆ เป็นธุรกิจซึ่งเปิดตัวในวันที่ 31 ม.ค. นี้ โดยบริษัทจะให้เงิน 50 เหรียญสำหรับผู้ที่ สมัครเป็นสมาชิกเลยนะและถ้าเราแนะนำเพื่อนให้มาสมัคร เราได้ฟรีๆอีก 10 เหรียญน่าเชื่อถือตรงที่เราไม่ต้องเสี่ยงนำเลขบัญชีเรากรอกข้อมูลให้เค้า แต่เค้าจะส่ง บัตร ATM มาให้เราตามที่อยู่ที่เรากรอกไปพอเราได้รับบัตร ATM จากไปรษณีย์ เราก้อกดเงินใช้ได้เลย และก้อไม่ใช่ที่ให้คลิก banner ไรนั่นด้วยวิธีสมัครง่าย ๆ ในเมื่อไม่ต้องเสียอะไรทำไมไม่ลองดู

1. เข้าเว็บ http://www.earnmoney4you.dubaimlm.com
2. แล้วไป Register Now เมนูด้านล่างครับ 3. กรอกข้อมูลต่อไปนี้ เป็นภาษาอังกฤษนะ Sponsor ID: (มันมีอยู่แล้ว ถ้าไม่มี ก็จะสมัครไม่ได้ครับ ที่นี่เค้าเข้มงวด ดี มากๆ)First Name: ชื่อจริง Last Name: นามสกุล Address 1: บ้านเลขที่, ถนน Address 2: ตำบล, อำเภอ City: จังหวัด State: ไม่ต้องใส่ Postal Code: รหัสไปรษณีย์ Country: Thailand Daytime Phone Number: หมายเลขโทรศัพท์เวลากลางวัน (ใส่แต่ตัวเลขนะ เช่น 0812345678) Phone Type: ประเภทโทรศัพท์ : ธุรกิจ/มือถือ/โทรสาร/บ้าน Nighttime Phone Number: หมายเลขโทรศัพท์เวลากลางคืน (ใส่แต่ตัวเลขนะ เช่น 0812345678) Phone Type: ประเภทโทรศัพท์ : ธุรกิจ/มือถือ/โทรสาร/บ้าน Email: อีเมล์ Confirm Email: ยืนยันอีเมล์ User Name: ชื่อในการ login ของเรา (6 - 16 ตัวเลขหรือตัวอักษร) Password: รหัสผ่าน (8 - 16 ตัวเลขหรือตัวอักษร) Confirm Password: ยืนยันรหัสผ่าน Website URL: XXXXX.dubaimlm.com ที่อยู่เว็บไซต์ (ตั้งชื่อเว็บไซต์ของเรา เอาไว้แนะนำเพื่อนๆ) Are you currently involved with any MLM Travel Program such as YTB or Your Travel Biz? เลือก NO Are you currently involved with any MLM Lead Program such as Just Sell Three? เลือก NO Please list up to 3 MLM you have been involved with. 1. ไม่ต้องกรอก 2. ไม่ต้องกรอก 3. ไม่ต้องกรอก 4. กด Continue ตรวจทานข้อมูล และ Continue ไปจนเสร็จทุกขั้นตอน 5. เอา username กับ password ที่ตั้งไว้ Login เข้าไปดูรายได้ ในช่อง Earning จะมีเงิน 50 เหรียญ 6. แต่ถ้าเราแนะนำเพื่อนให้กรอกข้อมูลแบบเรา เราก้อจะได้เพิ่มหัวละ 10 เหรียญทันที 7. เอาชื่อเว็บที่เราตั้งไว้ http://www.earnmoney4you.dubaimlm.com ไปแนะนำเพื่อนให้กรอกแบบสอบถามเหมือนเรา อ่อ : ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งให้ในอีเมล์ที่กรอก หลังสมัคร อาจอยู่ใน Junk mail.(อีเมล์ขยะ) ที่มาเบื้องต้นที่พอเข้าใจของธุรกิจนี้นะประเทศดูไบต้องการขยายธุรกิจไปสู่ทั่วโลก โดยเล็งเห็นว่าระบบที่ดีและรวดเร็วที่สุดคือ 1. อินเตอร์เน็ต 2. ธุรกิจเครือข่าย จึงได้สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ถ้าทำการโฆษณาเว็บไซต์แบบทั่วไปจะช้ามาก เช่น ลงโฆษณากับเว็บดังๆ และการซื้อขายสินค้าแบบทั่วไปก็ไม่ยั่งยืน จึงมีการคิดระบบที่ทำให้ได้ผลดังนี้ 1. รวดเร็ว 2. มีประสิทธิภาพ 3. ผู้คนต้องการ ระบบการทำงานของเครือข่ายดูไบ ใช้ระบบการแนะนำต่อเป็นเครือข่ายแบบ Hi5 ขยายฐานสมาชิกออกไปเป็นทอดๆไม่สิ้นสุด โดยต่อสมาชิกแบบเครือข่าย 2 สายงาน โดยในเบื้องต้นสมาชิกที่สมัครใหม่จะต่อสายงานแนวดิ่งลงไปทั่วโลกคุณจะสร้างเครือข่ายที่มีสมาชิกจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะ! แล้วก็เยอะมากและเร็วด้วยสิ! เป็นวินาที ตอนนี้สมัครฟรี คิดดูสิ ทั้งที่เราหลับหรือตื่นทีมงานจะช่วยกันสร้างรายได้มหาศาล เพียงคุณเริ่มลงมือ เดี๋ยวนี้ ทันที... ทำไมได้เงินง่ายขนาดนั้นล่ะ จะได้จริงหรอ? 1. ประเทศดูไบค้าน้ำมัน รวยนะ แทนที่จะจ่ายให้กับการโฆษณาแบบอื่น ก็จ่ายมาให้เราแทนถ้าเทียบกับการได้ลูกค้าสมาชิกจริงๆ ดีกว่าไปทำระบบอื่น แต่ได้แค่ตัวเลขหลอกๆ อย่างที่ผ่านๆมา คุณอาจเคยมีส่วนร่วมในกลโกงโดยไม่รู้ตัว เช่น แค่คลิ๊กก็ได้เงิน หลอกเอาค่าโฆษณาจากผู้สนับสนุนหรือเจ้าของธุรกิจที่มาลงโฆษณากับเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งคุณเองก็ไม่คิดจะอ่านหรือสนใจในข้อความโฆษณานั้นจริงๆเลย...ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ...คุณจะยอมจ่ายไหมกับฐานลูกค้าสมาชิกตัวจริง แน่นอนซึ่งจะถูกกรองจากอีเมลปลอมอีกที! 2. อีเบย์ คือคู่ค้าของเครือข่ายดูไบ น่าจับตามอง ทุกคนรู้จักอีเบย์ในฐานะแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า บนโลกอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด แค่ลูกค้าเก่าๆของอีเบย์ เปลี่ยนที่ซื้อสินค้า มาซื้อผ่านระบบเครือข่าย คุณได้ส่วนแบ่งด้วย! 3. ผู้คนต้องการซื้อขาย ขยายช่องทางการตลาด คนเล่นเน็ตและกล้าซื้อของผ่านเน็ตมากขึ้น นี่คือแนวโน้ม และโอกาสที่คุณควร รีบคว้าไว้! จะได้เงินทางไหนล่ะ? เขาจะส่งบัตร ATM มาให้ตามที่อยู่ที่เรากรอกไป... แล้วเอามากดเงินได้ที่ตู้เอทีเอ็มบ้านเรา อย่าปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป รีบตัดสินใจสมัครฟรีวันนี้ http://www.earnmoney4you.dubaimlm.com